แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559

“ข้าวกล้อง” อาหารคนจน ที่พระเจ้าอยู่หัว ร.9 ทรงโปรดเสวยที่สุด



เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2541 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เคยมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับข้าวกล้องไว้ว่า ดีต่อสุขภาพ ซึ่งท่านทรงเสวยข้าวกล้องเป็นพระกระยาหารหลัก

โดยพระองค์ตรัสว่า "ข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้อง เรากินทุกวัน เพราะว่ามีประโยชน์ ร่างกายแข็งแรง ข้าวขาวนี้เอาของดีออกไปหมด ข้าวกล้องนี้ดี คนบอกว่ากินข้าวกล้องต้องเป็นคนจน เราก็เป็นคนจน" กล่าวจบก็ทรงแย้มพระสรวลเล็กๆ ข้าราชบริพารก็หัวเราะอารมณ์ดีตามไปด้วย

เหตุใดพระเจ้าอยู่หัวของเราถึงทรงโปรดข้าวกล้องมากขนาดนี้ เพราะข้าวกล้องมีประโยชน์นานัปการมากจริงๆ นะสิ

ประโยชน์ของข้าวกล้อง

1. แป้งในข้าวกล้องเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน สามารถย่อยได้ในเวลาช้าๆ จึงทำให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีกว่าข้าวขาว ที่ย่อยและดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานเป็นอย่างยิ่ง

2. ข้าวกล้องเป็นแหล่งรวมวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาน เช่น วิตามินเอ บี 1 บี 2 อี และยังมีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซิลิเนียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียมอีกด้วย

3. ป้องกันโรคเหน็บชา และปากนกกระจอกได้เป็นอย่างดี

4. ลดโอกาสในการเป็นโรคหัวใจได้

5. ช่วยลดความดันโลหิต เหมาะสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

6. มีใยอาหารสูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น

7. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ และลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง

8. มีไขมันต่ำ และคอเลสเตอรอลต่ำ จึงเหมาะกับผู้ป่วยไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ และผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก


เทคนิคการหุงข้าวกล้องให้อร่อย

ต้องล้างข้าวกล้องให้สะอาด ซาวน้ำเร็วๆ และแช่น้ำทิ้งไว้ 3-5 นาที จะทำให้ข้าวนิ่มขึ้น




Cr. : Sanook.com

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559

ทำความรู้จักโรคไวรัสซิกา รู้ไว้ไม่เสี่ยง !

กลับมาสร้างความวิตกกังวลให้กับใครต่อใครอีกระลอก เมื่อมีการแพร่ระบาดในประเทศสิงคโปร์บ้านใกล้เรือนเคียงประเทศไทย สำหรับโรคไวรัสซิกา (หรือที่คนไทยอ่านว่า ซิก้า หรือ Zika) เป็นโรคติดต่อที่มีอาการคล้ายหวัด ถึงแม้จะพบอัตราการเสียชีวิตจากไวรัสซิกาน้อย แต่ก็เป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข เพราะเป็นโรคติดต่อที่มียุงเป็นพาหะ และพบว่าหญิงมีครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัสซิกา อาจส่งผลให้เด็กในครรภ์มีความผิดปกติได้ โรคติดเชื้อไวรัสซิกา (Zika) คืออะไร?
ไวรัสซิกา เป็นไวรัสซึ่งอยู่ในตระกูลฟลาวิไวรัส จำพวกเดียวกับไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี ไวรัสเวสต์ไนล์ และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี
แหล่งระบาดของไวรัสซิกา
ก่อนหน้านี้ สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคติดต่อสหรัฐฯ (CDC) เคยออกมาเตือนประชาชนไม่ให้เดินทางไปที่ประเทศ บราซิล โคลอมเบีย เอลซัลวาดอร์ เฟรนช์เกียนา กัวเตมาลา เฮติ ฮอนดูรัส มาร์ตีนิก เม็กซิโก ปานามา ปารากวัย ซูรินาเม เวเนซุเอลา และเครือรัฐเปอร์โตริโก ปัจจุบันสถานการณ์ควบคุมได้ ไม่ระบาดหนักอย่างที่กลัวกัน แต่หากใครที่ต้องเดินทางไปที่ประเทศเหล่านี้ ก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสซิกาได้
นอกจากนี้ แหล่งร้อนชื้นที่มียุง เช่นประเทศไทย ก็พบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาได้เหมือนกัน จังหวัดที่เคยพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกา คือ ลำพูน เพชรบูรณ์ ศรีษะเกศ ราชบุรี สมุทรสาคร กระบี่ ภูเก็ต และกรุงเทพฯ
ไวรัสซิกาติดต่อจากผู้ป่วย สู่ผู้ป่วยด้วย ยุงลาย ที่เป็นพาหะ ส่วนอาการของเชื้อไวรัสซิกานั้น มีดังนี้คือ
1. มีไข้
2. ออกผื่นตามลำตัว แขน ขา 
3. ตาแดง
4. ปวดข้อ ข้อบวม ปวดหลัง
5. อาจมีอาการอื่น ๆ เช่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต หรืออุจจาระร่วง
ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง อาการทุกอย่างอาจบรรเทาลงภายใน 2-7 วัน แต่หาก 1 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือเป็นหญิงมีครรภ์ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
ทีนี้มาดูในเรื่องความแตกต่างระหว่างโรคติดเชื้อไวรัสซิกา โรคไข้เลือดออก และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย  ต้องบอกว่า 3 โรคนี้มีอาการที่ใกล้เคียงกันมาก และมียุงลายเป็นพาหะเหมือนกัน แต่มีบางอาการที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละโรค เช่น
โรคไข้เลือดออก มักมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง และเมื่อไข้เริ่มลด อาจมีอาการรุงแรงแทรกซ้อนเฉียบพลัน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงอาการ เลือดออก” ที่เป็นจุดเริ่มต้น และหนึ่งในสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยไข้เลือดออกเสียชีวิต
โรคไข้ปวดข้อยุงลาย นอกจากไข้สูงแล้ว อาการที่พบได้ชัดเจน คือ อาการปวดข้อรุนแรงที่มือ เท้า หัวเข่า และหลัง จนอาจไม่สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตตามปกติได้ เช่น ไม่สามารถลุกขึ้นเดินไปทำงานได้
แต่สำหรับโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ยังไม่มีลักษณะที่ชัดเจนเหมือนไข้เลือดออก และไข้ปวดข้อยุงลาย แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีผื่นที่ผิวหนัง และบางส่วนจะตาแดง เพราะเยื่อบุตาอักเสบ
ส่วนแนวทางในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสซิกา ได้แก่
1. ระวังอย่าให้ตัวเองโดนยุงกัด หากจำเป็นต้องไปในที่ยุงชุม เช่น ป่าดิบชื้น ใกล้แหล่งน้ำนิ่ง แหล่งชุมชนแออัด ขอให้ทายากันยุง นอนในมุ้ง หรือพักในห้องที่มีมุ้งลวด 
2. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายรอบที่อยู่อาศัย รวมถึงที่ทำงานและโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการเทน้ำในจานรองกระถางต้นไม้ เปลี่ยนน้ำในแจกัน คว่ำกะละมัง อ่างต่างๆ นอกบ้าน ใส่ทรายอะเบทลงในจานรองกระถางต้นไม้ต่างๆ และฉีดยาป้องกันยุงลายตามสถานที่ทำงาน และโรงเรียน
3. หญิงตั้งครรภ์ควรฝากครรภ์กับสถานพยาบาล หรือโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายตามเวลาที่แพทย์กำหนด ป้องกันการเกิดความผิดปกติกับลูกน้อย
ไวรัสซิกาไม่น่ากลัว หากมีการป้องกันยุงลายที่ดีและมีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นในช่วงหน้าร้อน หน้าฝนแบบนี้ หมั่นดูแลสุขภาพให้ดี และอย่าให้ตัวคุณเอง และคนที่คุณรักโดนยุงกัด
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก กรมควบคุมโรคติดต่อสำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, bangkokhealth.com

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ประโยชน์และโทษของเงาะ

เงาะ เป็นผลไม้รสหวานและอมเปรี้ยว และถือว่าเป็นผลไม้ดับร้อนก็ว่าได้ เพราะเนื้อข้างใน เมื่อทานแล้วจะสร้างความเย็นฉ่ำให้กับร่างกายได้ สำหรับเงาะที่นิยมทานกันมีสองพันธุ์ คือ เงาะโรงเรียนผลรูปไข่ เปลือกสีแดงสดมีขนยาวสีเขียว เนื้อแห้ง แน่นหนา และอีกพันธุ์หนึ่งคือเงาะสีชมพู ผลค่อนข้างกลม เปลือกสีแดงอมชมพู ขนปลายแหลม เปลือกแกะออกได้ง่าย เมล็ดเล็กรูปรี โดยเงาะทั้ง2 พันธุ์นี้ คุณค่าทางโภชนาการ และคุณประโยชน์ต่อร่างกาย นั้นมากมายเลยทีเดียว
เงาะอุดมด้วยวิตามินC B1 B2 คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และไนอาซีน ช่วยทำให้ผิวพรรณสวยงาน แกะเมล็ดออกแล้วนำไปแช่ในตู้เย็น จะได้รสชาติที่แตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง ส่วนเงาะกระป๋องชนิดที่สอดไส้ด้วยสับปะรดหั่นพอคำนิยมเสริฟพร้อมน้ำแข็ง รสหวาน เย็น ชื่นใจ
ว่ากันว่า ทานเงาะ 6 ลูก ให้พลังงานได้ถึง 50 หน่วยพลังงานแคลอรี่ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ดังที่ USDA Nutrient database ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า
  • คาร์โบไฮเดรต 20.87 กรัม
  • เส้นใย 0.21 กรัม
  • ไขมัน 0.65 กรัม
  • โปรตีน 2.5 กรัม
  • วิตามินบี1 0.013 มิลลิกรัม 1%
  • วิตามินบี2 0.022 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี3 1.352 มิลลิกรัม 9%
  • วิตามินบี6 0.02 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี9 8 ไมโครกรัม 2%
  • วิตามินซี 4.9 มิลลิกรัม 6%
  • ธาตุแคลเซียม 22 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุเหล็ก 0.35 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุแมกนีเซียม 7 มิลลิกรัม 2%
  • ธาตุแมงกานีส 0.343 มิลลิกรัม 16%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 9 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุโพแทสเซียม 42 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุสังกะสี 0.08 มิลลิกรัม 1%
โดยค่า % ที่เห็นอยู่นั้น คือร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่
ประโยชน์ของเงาะ
การรับประทานเงาะสดนั้น นอกจากจะได้คุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังมีประโยชน์ ทั้งยังเป็นยารักษาโรคได้ โดย
  • มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
  • สรรพคุณช่วยรักษาอาการอักเสบในช่องปาก
  • ช่วยแก้อาการท้องร่วงรุนแรงได้อย่างได้ผล
  • สรรพคุณของเงาะ ช่วยรักษาโรคบิดท้องร่วง
  • ใช้เป็นยาแก้อักเสบ
  • ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  • ประโยชน์ของเงาะ สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างได้มากมาย เช่น การทำเงาะกระป๋อง เงาะกวนเปลือก เป็นต้น
  • เงาะมีสารแทนนิน ซึ่งนำมาใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนัง ย้อมสีผ้า บำบัดน้ำเสีย ทำปุ๋ย และกาว เป็นต้น
  • สารแทนนิน (tannin)ช่วยป้องกันแมลง ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ใช้ทำเป็นยารักษาโรค
ข้อควรระวังในการทานเงาะ
อย่างที่รู้กันว่า อะไรที่มากเกินไป มันไม่ใช่สิ่งที่ดี และมันจะมีโทษ อย่างการทานเงาะก็เช่นกัน เงาะมีสารแทนนิน (Tannin) ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่การรับประทานในปริมาณมากเกินไปอาจจะทำให้ท้องอืดหรือท้องผูกได้
และอีกสิ่งที่ควรระวังคือเมล็ดเงาะ เพราะเมล็ดเงาะมีพิษ ห้ามรับประทานเพราะอาจจะมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และมีไข้ได้ ถึงแม้จะนำไปคั่วจนสุกแล้วก็ตามก็ยังเป็นอันตรายอยู่ดีเพราะฉะนั้นควรรับประทานอย่างพอประมาณ และทานเฉพาะในส่วนที่ทานได้ เพื่อที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559

5 เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จิบก่อนนอน

ใครที่มักจะรู้สึกหิวตงิด ๆ ก่อนเข้านอน แต่ก็ไม่อยากกินอาหารหนัก ๆ เพิ่มแคลอรีให้ร่างกาย อยากแนะนำให้ลองเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 5 แก้วนี้ ที่จะช่วยให้เรานอนหลับสบาย แถมยังมีประโยชน์ช่วยลดน้ำหนักก็ได้อีก !
1. นม
 นมอุ่น ๆ สักแก้วก่อนนอน ให้โปรตีนสูงมาก จึงช่วยให้รู้สึกอิ่มอยู่ท้องแบบสบาย ๆ อีกทั้งในน้ำนมยังอุดมไปด้วยแคลเซียมและทริปโตเฟน ที่จะช่วยให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ ตื่นเช้ามาเราก็จะรู้สึกสดชื่น


2. น้ำมะนาวอุ่นๆ
สำหรับคนที่ถ่ายยาก มีปัญหาท้องผูกอยู่เป็นประจำ อยากให้ลองดื่มน้ำมะนาวก่อนนอนดูสักแก้ว โดยผสมน้ำมะนาว 1 ลูก กับน้ำอุ่น 1 แก้ว คนให้เข้ากันแล้วดื่ม วิธีนี้จะช่วยแก้ท้องผูกได้เป็นอย่างดี และสิ่งตกค้างในลำไส้ก็จะลดลง ซึ่งเมื่อระบบขับถ่ายดี ก็จะส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักของเราด้วย


3. ชาคาโมมาย
ชาคาโมมายล์จะช่วยเพิ่มระดับของไกลซีน ซึ่งจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและช่วยให้นอนหลับสนิทยิ่งขึ้น นอกจากนี้ชาคาโมมายล์ยังมีสรรพคุณช่วยคงระดับกลูโคสในร่างกาย ส่งผลให้ในตอนเช้าที่ตื่นมา ร่างกายก็จะไม่รู้สึกหิวโหยเหมือนคนอดนอน ลดความเสี่ยงในการกินอาหารอย่างไม่แคร์ความอ้วนได้เป็นอย่างดี



4. น้ำองุ่นแท้ 100%
แม้ใครจะบอกว่าดื่มน้ำผลไม้แล้วอาจทำให้อ้วน แต่งานวิจัยเมื่อปี 2015 จาก International Journal of Obesity กลับพบว่า สารเรสเวอราทรอลจากเปลือกองุ่นแดง อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ช่วยเราเบิร์นแคลอรีส่วนเกินได้ในยามหลับใหล 


5. น้ำผึ้ง
จริง ๆ แล้วน้ำผึ้งมีรสหวาน และมีปริมาณน้ำตาลเชิงเดี่ยว (ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เร็ว) อยู่มากแต่หากเราดื่มน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 1 แก้วก่อนนอน เครื่องดื่มที่ว่านี้จะให้เอนไซม์สำคัญหลากหลายชนิดกับร่างกาย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารได้ ดื่มเข้าไปจึงรู้สึกสบายท้อง 
          นอกจากนี้รสหวานจากน้ำผึ้งจะไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอินซูลินและหลั่งเซโรโทนิน ฮอร์โมนแห่งความสุขออกมาได้ จากนั้นเซโรโทนินจะเปลี่ยนตัวเองเป็นเมลาโทนิน ฮอร์โมนที่พาให้รู้สึกง่วงและรู้สึกอยากนอนหลับได้อีกด้วย

ก่อนนอนคืนนี้ อย่าลืมหาเครื่องดื่มที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพดื่มก่อนนอนสักแก้วนะค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
prevention
organicready
bembu
Photo By Google

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มะขามป้อม วิตามินซีสูง!

มะขามป้อม มีวิตามินซีสูงที่สุดของพืชทุกชนิดในโลก แม้ว่าจะเก็บนาน 1 ปี พบว่ามีการสูญเสียวิตามินซีไปเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น เป็นสมุนไพรยาอายุวัฒนะ บำรุงสายตา บำรุงสมอง ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกัน กำจัดพิษโลหะหนัก รักษาโรคลักปิดลักเปิด ผลมีสรรพคุณแก้หวัด แก้ไอละลายเสมหะ แก้กระหายน้ำ ทานผลสดยังช่วยบำรุงเสียงได้อีกด้วย

สรรพคุณทางยา
- ราก น้ำต้มรากของต้นมะขามป้อม กินเป็นยาลดไข้ เป็นยาเย็น ฟอกเลือด และทำให้อาเจียน ถ้ากลั่นรากจะได้สารที่มีคุณสมบัติเป็นยาฝาดสมานที่ดีกว่าสีเสียด
- ต้น เปลือก เป็นยาฝาดสมาน
- ใบ น้ำต้มใบใช้อาบลดไข้
- ดอก มีกลิ่นหอมคล้ายผิวมะนาว ใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาเย็นและยาระบาย
- ยางจากผล รสเปรี้ยวฝาดขม หยอดตาแก้อักเสบ กินช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ
- เมล็ด ชงน้ำร้อนกินแก้ไข้ โรคเกี่ยวกับน้ำดี คลื่นไส้ อาเจียน หืด หลอดลมอักเสบ และใช้ล้างตา แก้โรคตาต่างๆ เมล็ดเผาเป็นเถ้าผสมน้ำมันพืช ใช้ทาแก้หิดและแผลตุ่มคันต่างๆ น้ำมันบีบจากเมล็ดใช้ทาศีรษะ ทำให้ผมดกดำขึ้น ทาครั้งแรกๆ ผมเก่าจะหลุดร่วงไป แล้วผมใหม่จะงอกขึ้นมาดกขึ้น

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

10 ประโยชน์ดีๆ ของ “ผักชี”

ที่ญี่ปุ่น “ผักชี” กลายเป็นผักที่หลายนิยมชมชอบกันมาก ทานกันเป็นกำๆ (ทั้งๆที่ผักชีที่บ้านเขาราคาก็ไม่ได้ถูกเท่าบ้านเรา) ขนาดมีนักร้องบอยแบนด์ของญี่ปุ่นร้องเพลง “ผักชีเฮเว่น” (เฮเว่น = สวรรค์) โดยสื่อถึงความคลั่งผักชีของคนญี่ปุ่นนั่นเอง


ถ้าจะพูดถึงรสชาติ คงจะเป็นเรื่องเฉพาะตัวจริงๆ บางคนอาจจะชอบ บางคนอาจจะไม่ชอบ หากพูดถึงประโยชน์ของ“ผักชี” กันแล้ว ขอบอกว่ามีเพียบจนคุณอาจจะต้องหันมาคลั่งผักชีเหมือนกับชาวญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว
สารอาหารในผักชี
  • วิตามินเอ
  • วิตามินบี
  • วิตามินซี
  • ธาตุเหล็ก
  • เบต้าแคโรทีน
  • แคลเซียมและอื่นๆ

 ประโยชน์ดีๆ ของ “ผักชี”
1. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก
2. ป้องกันโรคหวัด
3. แก้อาการกระหายน้ำ
4. ต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ ในลำไส้
5. ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร
6. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง
7. เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยให้ขับถ่ายคล่องมากยิ่งขึ้น
8. แก้อาการวิงเวียนศีรษะ
9. บำรุงสายตา
10. ช่วยกระตุ้นการทำงานของเลือด และกล้ามเนื้อ
 ถึงแม้ผักชีจะมีกลิ่นเฉพาะตัวที่ค่อนข้างฉุน แต่ไม่ต้องกังวัลไปนะคะ กลิ่นผักชีที่ว่าจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ หากไม่ทานในปริมาณที่มากเกินไป จะไม่ทำให้ตัวเหม็นอย่างที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินกันแน่นอน แต่ถึงกระนั้น การจะหันมาทานผักชีกันอย่างจริงจังเป็นกำๆ ก็ไม่ควรทานมากเกินไป เพราะไม่ว่าอาหารชนิดใดที่ว่าดี หากทานมากเกินไปก็เป็นโทษได้ทั้งนั้นค่ะ

Photo : Google

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

10 ประโยชน์ดีๆ จาก “ดอกอัญชัญ”

ดอกอัญชัญนอกจากจะให้สีน้ำเงินสวย เพื่อนำมาประกอบอาหาร เช่น ขนมหวานของไทยเราแล้ว ดอกอัญชัญยังมีประโยชน์อีกมากมายที่คุณอาจยังไม่รู้ เพียงแค่น้ำคั้นสด หรือน้ำต้มดอกอัญชัญเท่านั้น ง่ายๆ อย่างนี้นี่ล่ะ แต่ให้ผลดีต่อสุขภาพมหาศาลเลยทีเดียว
10 ประโยชน์ดีๆ จาก “ดอกอัญชัญ”
1. บำรุงสายตา ป้องกันอาการตาฝ้าฟาง ตาแฉะ และป้องกันโรคต้อกระจก
2. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
3. เพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
4. ขับปัสสาวะ และเป็นยาระบายอ่อนๆ
5. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้
6. ชะลอริ้วรอย และดูแลผิวพรรณให้เต่งตึง กระชับ
7. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคไขมันอุดตันเส้นเลือด
8. บำรุงผมให้เงางาม ดกดำ มักเป็นส่วนประกอบของยาสระผม หรือครีมบำรุงผม
9. ช่วยสลายลิ่มเลือด
10. ช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น
 วิธีทานก็ง่ายๆ คั้นสด ผสมน้ำดื่ม จะใส่น้ำผึ้ง หรือมะนาวเพื่อเพิ่มรสชาติลงไปบ้างก็ได้ แต่อย่าใส่น้ำตาลมากจนเกินไปนะคะ เพราะไม่อย่างนั้น แทนที่ดอกอัญชัญจะช่วยลดน้ำตาลในเลือด อาจกลายเป็นเพิ่มน้ำตาลในเลือดแทน ดื่มเย็นๆ ชื่นใจมากค่ะ หรือจะลวกจิ้มกับน้ำพริกก็ไม่เลวนะจะบอกให้

ที่มา : http://health.sanook.com/

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

“มันเทศ” ลดอัตราเสี่ยงมะเร็งลำไส้

มันเทศ ร้อนๆ จากเตา นอกจากจะให้คุณค่ามากด้วยเส้นใยแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ลดอัตราเสี่ยงมะเร็งลำไส้ ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดน้ำตาลในเลือด
นอกจากนี้ใบยังมีสารเบต้าแคโรทีนสูงมาก ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ลดน้ำตาล ขับระบายพิษ บำรุงสายตา โดยการกินใบมีหลายอย่างเช่น กินสดคู่กับน้ำพริก หรือนำมาผัดน้ำมันหอย หรือเมนูอื่นตามชอบ


วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

6 อาหารต้องห้ามเมื่อเป็นหวัด

อาหารบางประเภทก็ไม่ถูกกับอาการป่วยบางอาการนะค่ะ วันนี้เรามี 6 อาหารต้องห้ามเมื่อเป็นหวัดมากฝากค่ะ

1. อาหารรสเผ็ดร้อน ของมัน ของทอด
เช่น พริก ขิง กระเทียม มันหมู ขาหมู เป็ด เพราะจะเพิ่มความร้อนชื้นในลำไส้ ทำให้อาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหารรุนแรง
2. อาหารรสเค็มซึ่งมีฤทธิ์เย็น
เช่น ผักกาดดองเค็ม ปลาเค็ม อาหารฤทธิ์เค็มจะทำให้เนื้อเยื่อเมือกของท่อทางเดินหายใจหดตัว
3. หัวหอม
เหมาะสำหรับโรคหวัดที่ไม่มีเหงื่อ ส่วนโรคหวัดที่มีเหงื่อออกมากร่างกายอ่อนแออยู่แล้วไม่ควรกิน เพราะจะยิ่งขับเหงื่อ
4. เครื่องปรุงรสกลิ่นฉุน
เช่น ผงกะหรี่ พริกไทยวาซาบิ เนื่องจากมีฤทธิ์กระตุ้นที่รุนแรงอาจระคายเคืองต่อเยื่อเมือกในท่อทางเดินหายใจ
5. โสม
ในขณะเป็นหวัดควรหลีกเลี่ยงเพราะนอกจากจะไม่หายจากหวัด ยังอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นไปอีก
6. ชาเข้มข้น
จะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น จึงควรดื่มน้ำอุ่น/น้ำอุณหภูมิห้องเพื่อช่วยลดอุณภูมิร่างกายแทน

ที่มา: sanook.com
Photo : Google

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

อาหาร 7 ชนิด ช่วยทำความสะอาดหลอดเลือด


คนไทยเป็น โรคหัวใจ หรือ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดมากขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะหัวใจอ่อนแอ แต่เป็นเพราะอาหารการกินที่เต็มไปด้วยไขมันที่ไร้ประโยชน์ ด้วยเหตุเช่นนี้จึงไม่แปลกที่จะพบเห็นผู้ป่วยส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย

ถ้าคุณยังไม่อยากเป็นคนที่ต้องเจ็บป่วยจากโรคนี้ ต้องเลือกทานอาหารบางอย่างที่มีคุณสมบัติในการล้างหลอดเลือด หรือช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือดของตัวเอง จะต้องเลือกอาหารแบบไหนบ้าง หาอาหารเหล่านี้ไม่ยากเลยค่ะ

1.ลูกเดือย
ลูกเดือยช่วยในเรื่องการลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยระบบการเผาผลาญ มีสรรพคุณทางด้านขับปัสสาวะ ลดอาการบวมน้ำ และมีแคลลอรี่ต่ำ ไม่ทำให้อ้วน และยังช่วยเรื่องการขับถ่าย ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย


2.กระเทียม ขิง
สองสิ่งนี้มีสรรพคุณในการต่อต้านมะเร็ง และยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันการเกิดเส้นเลือดอุดตันอีกด้วย



3.บร็อคโคลี่
เป็นผักสีเขียวที่มีแคลเซียมสูง เหมาะกับผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง และยังช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ และวิธีการเก็บวิตามิน แร่ธาตุหลากหลายในบร็อคโคลี่ให้ยังคงอยู่ คือเลือกใช้วิธีการเด็ดผัก ไม่ควรใช้วิธีการหั่น และไม่หลีกเลี่ยงการต้มผักเป็นเวลานาน


4.แครอท
ผักสีส้มที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์  และยังมีสารสำคัญคือสาร "ฟอลคารินอล" ซึ่งช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็ง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบไหลเวียนของเลือด มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอวัย และการเกิดริ้วรอยแห่งวัยอีกด้วย


5.ข้าวโอ๊ต
ธัญพืชตัวนี้ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดคอเลสเตอรอล  อุดุมไปด้วยวิตามิน E  และช่วยในการลดความเข้มข้นของคอเลสเตอรอล


6. ถั่วเหลือง,ถั่วเขียว,ถั่วชนิดต่างๆ
ถั่วเป็นโปรตีนคุณภาพดีที่ช่วยในการลดความเข้มข้นของคอเลสเตอรอลได้ เปลือกหุ้มเมล็ดแบ่งได้เป็นสองชนิด ชนิดไม่ละลายในน้ำ จะช่วยเพิ่มกากใยและอุ้มน้ำ ทำให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายเป็นปกติ และชนิดละลายในน้ำ มีวิตามินอี และช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด

7. มะเขือเทศ
มะเขือเทศมี "ไลโคปีน" เป็นสารสำคัญ ซึ่งสารตัวนี้ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด รักษาโรคความดันโลหิตสูง และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ


เน้นการรับประทานผักให้หลากหลาย และเลือกเอาผักเหล่านี้ที่กล่าวมาข้างต้นเข้าไปอยู่ในมื้ออาหารของคุณด้วย รับรองว่าจะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดอุดตันได้อย่างแน่นอนค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559

5 สุดยอดอาหารกินแทนยาแก้ปวด

อาหารบางอย่างก็สามารถนำมาใช้เป็นยาเพื่อทุเราอาการปวดได้เหมือนกัน ไม่มีอัตราย และหาซื้อง่ายด้วยค่ะ อาหารที่สามารถกินแทนยาแก้ปวดได้ ดังนี้


1.ปลา
ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่าการกินปลานั้นจะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่ดีและไขมันที่สามารถย่อยได้ง่าย สำหรับคนที่ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ก็ควรกินปลาแทนเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ เลือกกินปลาทะเลน้ำลึกที่มีโอเมก้า3 เป็นประจำจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลภายในร่างกายให้คงที่ จึงทำให้อาการปวดหัวลดลงไปได้มากเลยล่ะ แถมยังช่วยบรรเทาอาการไมเกรนอีกด้วยนะ
2.กล้วย
ในกล้วยจะมีโพแทสเซียมอยู่เยอะ ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายต้องการ โพแทสเซียมจะเป็นตัวช่วยปรับสมดุลภายในร่างกาย ช่วยลดความเครียดและช่วยบรรเทาอาการปวดหัวที่เกิดจากความเครียดได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นในการทำงานระหว่างวันก็อาจจะกินกล้วยเข้าไปสัก 1 ผล เป็นอาหารว่าง นอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องได้แล้ว ยังทำให้อาการปวดหัวลดลงได้ด้วย รู้อย่างนี้แล้วต้องหากล้วยมาไว้กินบ้างแล้วนะ
3.ขิง
ขิงเป็นพืชผักสวนครัวที่มีประโยชน์มากมาย ช่วยแก้ไมเกรน ช่วยให้เลือดลมภายในร่างกายไหลเวียนได้ดี ทำให้ผ่อนคลาย จึงเหมาะที่จะนำมากินเพื่อลดอาการปวดหัวมากเลยล่ะ ยิ่งถ้าได้กินเป็นประจำจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและป้องกันการปวดหัวได้อย่างดีเยี่ยมเลยล่ะ
 4.ผักใบเขียวเข้ม
ในผักใบเขียวเข้มอย่างพวกคะน้า ผักบุ้ง ผักแขนง จะมีสารคลอโรฟิลล์ที่ช่วยล้างพิษภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น อาการปวดจึงลดลงได้นั่นเอง นอกจากนี้ผักใบเขียวยังมีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณด้วยนะ
5.ข้าวโพด
การกินข้าวโพดเป็นประจำจะช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ได้ เพราะในข้าวโพดมีวิตามินบี 3 หรือสารไนอะซินอยู่สูง ลองซื้อข้าวโพดมาต้มกินเป็นประจำดูสิ นอกจากอร่อยแล้วสุขภาพของคุณยังดีขึ้นอีกด้วยนะ

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ชาเย็น ดื่มมากแล้วจะเป็นนิ่วในไต?

นอกจากชาเย็นจะเป็นเครื่องดื่มที่หลายๆ คนโปรดปราน จนเลิกดื่มไม่ได้ ถึงขั้นมีการตั้งกระทู้ในเว็บไซต์ว่า “ทำอย่างไรถึงจะเลิกดื่มชาเย็นได้” แล้ว ความอร่อยหวานมันของชาเย็นยังเต็มไปด้วยน้ำตาล นมข้นหวาน ที่ดื่มบ่อยๆ อาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงโรคเบาหวานได้อีกด้วย
แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือข้อมูลที่แชร์กันในโลกออนไลน์ว่า “ชาเย็นมีส่วนทำให้เป็นโรคนิ่วในไตได้” เรื่องนี้ เฟซบุ๊คเพจ “เชื่อแมวเหอะ (รู้ไหมว่าตัวเองโดนหลอก)” ยืนยันว่า เป็น“ความจริง” เพราะชาเย็นมีกรดออกซาลิก ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดนิ่วในไตได้จริง
หากแต่ การดื่มเพียงปริมาณเล็กน้อย 1-2 แก้วต่อวันนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายนี้ (นอกจากเรื่องของน้ำตาลสูง) เพราะในต่างประเทศมีกรณีที่ชาอายุ 56 ปี เป็นโรคไต และมีข้อสันนิษฐานว่าเกิดจากนิสัยการดื่มชา 16 แก้ว (แก้วละ 8 oz) ต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณมากเกินไปนั่นเอง
แต่ถึงกระนั้น เจ้ากรดออกซาลิกที่ว่านี้ ไม่ได้มีแต่ในชาเย็นแต่เพียงอย่างเดียว เพราะยังพบในผัก และผลไม้มากมาย เช่น กระชาย ใบชะพลู ใบกระเจี๊ยบ ขิงอ่อน ตะไคร้ ใบยอ ใบโหระพามันเทศ รวมไปถึง กล้วยไข่ พุทรา สัปปะรด และอื่นๆ อีกมากมาย
ดังนั้นจะเห็นว่า อาหารการกินโดยทั่วไปของเราพบกรดนี้อยู่ทั่วไป ทางที่ดีเราควรทานอาหารให้หลากหลาย ไม่ทานอะไรซ้ำๆ เดิมๆ นานๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับกรด หรือสารบางอย่างจากอาหารชนิดเดิมๆ เป็นประจำ จนสะสมอยู่ในร่างกายมากเกินไปจนให้โทษกับเราได้ค่ะ

ที่มา : http://health.sanook.com/